NEWS DETAIL กลับไปหน้าข่าว

ข่าว / ข่าว

ผู้ประกอบการขนส่งไทยเรียกร้องปฏิรูปราคาน้ำมันดีเซล หลังต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งสูง

· 80 views

ผู้ประกอบการขนส่งไทยเรียกร้องปฏิรูปราคาน้ำมันดีเซล หลังต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งสูง

ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางบกของไทยเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันดีเซล พร้อมเสนอให้กำหนดเพดานราคาไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มเสถียรภาพให้กับภาคการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ของประเทศ

ผู้ประกอบการขนส่งไทยเรียกร้องปฏิรูปราคาน้ำมันดีเซล หลังต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งสูง

วันที่เผยแพร่: 5 พฤศจิกายน 2569

หมวดหมู่: ข่าวโลจิสติกส์ | การขนส่งทางบก | ต้นทุนพลังงาน

ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางบกของไทยเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันดีเซล พร้อมเสนอให้กำหนดเพดานราคาไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มเสถียรภาพให้กับภาคการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ของประเทศ

ผู้ประกอบการขนส่งยื่น 10 ข้อเสนอถึงกระทรวงพลังงาน

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย พร้อมตัวแทนจากสมาคมขนส่งพันธมิตร 13 สมาคม ได้รวมตัวกันบริเวณกระทรวงพลังงาน เพื่อยื่นข้อเสนอเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและโครงสร้างราคาพลังงาน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้นำโดยนายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย โดยมีการยื่นข้อเรียกร้องรวม 10 ประเด็น เพื่อให้รัฐบาลพิจารณามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการกำหนดเพดานราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้า

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ประกอบการยังเรียกร้องให้ภาครัฐแสดงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาภายในระยะเวลาประมาณ 60 วัน พร้อมระบุว่าอาจมีการยกระดับการเคลื่อนไหวหากไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสม

ราคาน้ำมันส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนโลจิสติกส์

น้ำมันดีเซลถือเป็นต้นทุนสำคัญในการดำเนินธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรถบรรทุก รถขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ และผู้ให้บริการกระจายสินค้าทั่วประเทศ

เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ต้นทุนการขนส่งย่อมปรับตัวตาม ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารค่าใช้จ่ายและรักษาความสามารถในการแข่งขัน

ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทขนส่งเท่านั้น แต่ยังอาจส่งต่อไปยังธุรกิจอื่นในห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่

  • ภาคอุตสาหกรรมการผลิต: มีต้นทุนขนส่งวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น

  • ธุรกิจนำเข้าและส่งออก: อาจได้รับผลกระทบจากค่าขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือและศูนย์กระจายสินค้า

  • ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก: ต้องบริหารต้นทุนการกระจายสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • ผู้ประกอบการขนส่งขนาดกลางและขนาดเล็ก: มีความเสี่ยงจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

หากต้นทุนพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อการกำหนดราคาค่าขนส่งและราคาสินค้าในระยะยาว

เรียกร้องการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานในระยะยาว

นอกจากมาตรการควบคุมราคาน้ำมันดีเซลแล้ว กลุ่มผู้ประกอบการยังเสนอให้รัฐบาลทบทวนโครงสร้างราคาพลังงาน เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมต่อผู้ใช้น้ำมันในภาคธุรกิจ

ข้อเสนอครอบคลุมการพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ ของราคาน้ำมัน เช่น ภาษี ค่าการกลั่น และต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง

ผู้ประกอบการมองว่ามาตรการช่วยเหลือระยะสั้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานอย่างเป็นระบบ

การบริหารราคาพลังงานให้มีเสถียรภาพจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ไทย

กระทรวงพลังงานรับข้อเสนอ พร้อมเตรียมหารือแนวทางแก้ไข

จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 กระทรวงพลังงานได้รับหนังสือข้อเสนอจากตัวแทนผู้ประกอบการขนส่งแล้ว และมีการระบุถึงแนวทางจัดการหารือร่วมกับผู้เกี่ยวข้องภายในระยะเวลาประมาณ 1–2 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ข้อเสนอเรื่องการกำหนดเพดานราคาน้ำมันดีเซล 35 บาทต่อลิตร ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นมาตรการที่รัฐบาลอนุมัติแล้ว

ภาคธุรกิจจึงควรติดตามความคืบหน้าของการหารือและประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

ธุรกิจโลจิสติกส์ควรปรับตัวอย่างไร?

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของต้นทุนพลังงาน ผู้ประกอบการโลจิสติกส์สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันได้หลายแนวทาง

1. วางแผนเส้นทางขนส่งให้มีประสิทธิภาพ

เลือกเส้นทางที่เหมาะสม ลดระยะทางที่ไม่จำเป็น และลดจำนวนเที่ยวรถเปล่า เพื่อควบคุมต้นทุนเชื้อเพลิง

2. นำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการขนส่ง

ใช้ระบบบริหารจัดการขนส่ง (Transportation Management System: TMS) และระบบติดตามยานพาหนะ เพื่อช่วยวิเคราะห์ประสิทธิภาพการดำเนินงาน

3. เพิ่มประสิทธิภาพการจัดตารางขนส่ง

วางแผนการรับและส่งสินค้าให้เหมาะสม รวมถึงพิจารณาการรวมเที่ยวขนส่งเพื่อลดค่าใช้จ่ายต่อหน่วย

4. ติดตามและวิเคราะห์ต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

จัดเก็บข้อมูลการใช้น้ำมัน ระยะทางขนส่ง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เพื่อนำมาประกอบการวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจ

5. เตรียมแผนรองรับความเสี่ยงด้านการขนส่ง

ติดตามสถานการณ์นโยบายพลังงานและความเคลื่อนไหวของภาคขนส่ง เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านต้นทุนหรือการให้บริการ

แนวโน้มอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย

สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายพลังงานและประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ไทย

ในระยะต่อไป ผลการหารือระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการขนส่งจะเป็นประเด็นสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางต้นทุนการขนส่งและการบริหารห่วงโซ่อุปทานของประเทศ

การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ และการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจโลจิสติกส์ไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตลาดคลังสินค้าไทยเติบโตต่อเนื่อง! อัตราการเช่าพุ่ง 90.2% สะท้อนความต้องการ Fulfillment และ Supply Chain ที่เพิ่มขึ้น

ตลาดคลังสินค้าให้เช่าในประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงการขยายตัวที่สำคัญ หลังความต้องการใช้พื้นที่จัดเก็บสินค้าและบริหารจัดการสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเติบโตของธุรกิจ E-commerce การผลิตภาคอุตสาหกรรม และกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศ